มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์
ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อพสกนิกร
และสร้างโอกาสให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการวิจัยและพัฒนาด้านทันตกรรม
ประวัติความเป็นมา

หน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมการตรวจรักษา ให้บริการทางทันตกรรมตามพระราชดำริมาตั้งแต่ พ.ศ. 2513 เพื่อให้ประชาชนผู้มีฐานะยากจน และด้อยโอกาสทางสังคมได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยงบประมาณในการดำเนินงานทั้งหมดได้มาจากเงินพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งค่าใช้จ่ายจำนวนมากเป็นการจัดซื้อเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ และการดูแลบำรุงรักษา รวมทั้งการให้บริการรักษาทางทันตกรรม

การดำเนินงานระยะเวลาต่อมาได้ขยายพื้นที่การให้บริการและรูปแบบกิจกรรมการรักษา การเผยแพร่ความรู้ด้าน - ทันตกรรม และสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังคงออกปฏิบัติงานเพื่อให้บริการแก่ประชาชนที่อยู่ห่างไกลและยากจนทั้งในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน หรือตามแต่จะมีพระราชกระแสอยู่เป็นประจำ

ทุกครั้งที่หน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกปฏิบัติงานจะมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆเกิดขึ้น จากทันตแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ร่วมกันสนับสนุนพัฒนาปรับปรุงเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ และลักษณะทางกายภาพของผู้รับการรักษาในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการน้อมนำแนวพระราชดำริที่พระองค์ทรงปรารถนาให้คนไทย สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการปฏิบัติงาน

การดำเนินงานของหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงน่าจะเป็นแนวทางของการ - พัฒนางานด้านทันตกรรมภายในประเทศในระดับมหาวิทยาลัย และกระทรวงสาธารณสุข ทั้งด้านการบริหารจัดการ การร่วมมือ ความทุ่มเทในการทำงาน การพัฒนากระบวนการรักษาทางทันตกรรมเพื่อประชาชนอย่างทั่วถึง การให้การรักษาในรูปแบบที่เหมาะสมกับประชาชนชาวไทย และสภาพของประเทศไทย รวมไปถึงการคิดประดิษฐ์วัสดุ อุปกรณ์ และการนำไปใช้ภายในประเทศ ตลอดจนการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาแก้ไขปัญหาทันตสาธารณสุข

ในหลวงกับงานทันตกรรม

โดย ศ.(พิเศษ) ทญ. ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช

           ดิฉันขอขอบพระคุณท่านอธิบดีและกรมอนามัย ที่ให้ความสนใจกับวิชาชีพทันตแพทย์ และให้เกียรติดิฉันมา
บรรยายเรื่อง "ในหลวงกับงานทันตกรรม" ดิฉันได้มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 นับเป็นเวลารวม 35 ปีแล้ว จึงได้รับทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงมีต่อวิชาชีพทันตแพทย์และงานทันตกรรม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีโครงการตามพระราชดำริที่เป็นงานทันตกรรมอยู่หลายโครงการ


           เมื่อปี พ.ศ. 2513 ภายหลังจากการรักษาพระทนต์ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ ท่านมีพระราชดำรัส
ถามว่า "เวลาที่พระองค์ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับฟันมีทันตแพทย์มาช่วยกันดูแลรักษา แล้วราษฎรที่อยู่ห่างไกลความเจริญมีหมอช่วยดูแลรักษาหรือเปล่า" เมื่อได้ทรงทราบจากทันตแพทย์ผู้ถวายการรักษาว่าบางจังหวัดไม่มีทันตแพทย์อยู่เลย เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่มีทันตแพทย์ประจำอำเภอแทบทุกอำเภอในขณะนั้น เมื่อพระองค์ท่านทรงทราบจึงมีพระราชดำรัสว่า "โรคฟันเป็นโรคของทุกคน การที่จะให้ราษฎรผู้ยากไร้ และอยู่ห่างไกลความเจริญ ต้องทิ้งท้องไร่ท้องนาเข้ามารับการรักษาในเมืองคงเป็นไปไม่ได้ น่าจะเป็นทันตแพทย์ควรจะเดินทางไปดูแลเป็นครั้งคราว” ซึ่งพระราชดำรัสในครั้งนั้นนับเป็นจุดเริ่มต้นของงานทันตกรรมเคลื่อนที่ หรืองานทันตกรรมชนบทเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรถทำฟันเคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ครบ 1 คัน พนักงานขับรถ พร้อมผู้ช่วย และขอทันตแพทย์อาสาสมัครจากคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งละ 2 คน ออกไปให้บริการทำฟันและดูแลสุขภาพในช่องปากให้กับราษฎรที่ยากจนตามตำบลและอำเภอต่างๆ ที่อยู่ห่างไกล โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจิมรถทันตกรรมเคลื่อนที่คันแรกเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2513 ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน และได้ออกบริการประชาชนที่อำเภอทับสะแก ใกล้เขตแดนพม่าเป็น ครั้งแรก ทันตแพทย์อาสาจะผลัดเปลี่ยนกันทุกอาทิตย์ การให้บริการทำตลอดปียกเว้นฤดูฝน โดยย้ายไปตาม อำเภอต่างๆ อำเภอละ 1 วัน ในระยะแรกการให้บริการเป็นการถอนฟันและให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพ ช่องปากเป็นส่วนใหญ่ เพราะราษฎรไม่เคยได้รับความรู้ในเรื่องการดูแลฟันมาเลยในชีวิต

 

           บัดนี้ หน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ให้บริการแก่ราษฎร ผู้ยากไร้และด้อยโอกาสมาเป็นเวลานานถึง 35 ปี ได้มีการพัฒนาไปอย่างมาก ในอดีตสามารถให้การรักษาได้วันละประมาณ 50-70 คน และทำการถอนฟันเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันนี้สามารถให้บริการได้ถึง 1,200- 1,500 คนต่อวัน การบริการสามารถให้บริการได้เช่นเดียวกับโรงพยาบาลใหญ่ๆ นับตั้งแต่การตรวจรักษาโรคในช่องปาก ถ้าพบโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งในช่องปาก ปากแหว่งเพดานโหว่ฯลฯ ก็จะส่งตัวนำไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ หรือที่คณะทันตแพทยศาสตร์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ นอกจากนั้นยังให้ความรู้ทางทันตสุขภาพ บริการถอนฟันทั้งยากและง่าย รวมทั้งการผ่าตัดที่สามารถทำในหน่วยเคลื่อนที่ได้ บริการรักษาโรคเหงือก การอุดฟันทั้งยากและง่าย นอกจากนั้นในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาสามารถให้บริการรักษาคลองรากฟัน ซึ่งโดยปกติไม่สามารถให้การรักษาในหน่วย เคลื่อนที่ได้ แต่จากการศึกษาวิจัยสามารถให้การรักษาให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวได้ รวมทั้งการบริการในการใส่ฟันทั้งฟันเทียมบางส่วนถอดได้แบบฐานพลาสติก หรือการใส่ฟันทั้งปากก็สามารถทำในหน่วยเคลื่อนที่ได้ทำให้ผู้สูงอายุเป็นจำนวนมากได้รับบริการ คณาจารย์ประจำหน่วยทันตกรรมพระราชทานได้พัฒนาเทคนิคในการใส่ฟันเทียมให้ได้คุณภาพโดยสามารถลดขั้นตอนลงทำให้สามารถทำในหน่วยเคลื่อนที่ได้ ปัจจุบันหน่วยทันตกรรมพระราชทานหน่วยนี้จึงเป็นหน่วยทำฟันเคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีทันตแพทย์ชาวต่างประเทศให้ความสนใจมาสมัครเป็นอาสาสมัครในหน่วยนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าใช้จ่ายทุกประการ

           ปัจจุบันมีผู้สูงอายุจำนวนมากต้องการใส่ฟันเทียมแต่ยังไม่ได้รับการดูแล ทั้งนี้เพราะทันตบุคลากร มีน้อย การใส่ฟัน ต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะ จากการได้มีโอกาสเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ ท่านทรงเล่าว่า วันหนึ่งเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรที่จังหวัดขอนแก่น มีราษฎรคนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุ ร่างกายซูบผอม ไม่สบาย พระองค์จึงมีพระราชกระแสรับสั่งถาม "เป็นอะไร ไม่สบายหรือ ?" ราษฎรผู้นั้นกราบบังคมทูลว่า "ไม่สบาย ฟันไม่มี กินอะไรไม่ได้" พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า "ไปใส่ฟันซะ แล้วจะเคี้ยวอะไรได้ ร่างกาย จะได้แข็งแรง" ในปีต่อมา เมื่อพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดขอนแก่นอีกครั้ง ราษฎรผู้นั้นได้มา เข้าเฝ้าฯ และกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า "ไปใส่ฟันมาแล้วตามที่ในหลวงแนะนำ ตอนนี้ กินอะไรได้ สบายแล้ว" เมื่อได้ฟังทำให้คิดว่าเรื่องการใส่ฟันเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยเหตุนี้หน่วยทันตกรรม พระราชทานจึงสนองพระราชดำรัส ทำให้มีการใส่ฟันให้กับราษฎรที่ยากไร้ และด้อยโอกาสในหน่วยเคลื่อนที่นั้น ดิฉันรู้สึกดีใจเป็นอันมากเมื่อทราบว่า กรมอนามัยและกระทรวงสาธารณสุข จะจัดทำโครงการฟื้นฟูสุขภาพช่องปาก ของผู้สูงอายุ และใส่ฟันเทียมจำนวน 80,000 ราย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องใน วโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 80 พรรษา ในปี 2550

         ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระเมตตาให้อาสาสมัครในหน่วยทันตกรรมพระราชทานได้เฝ้าฯ เสมอ
เมื่อมีโอกาสพระองค์ท่านจะทรง เน้นในเรื่อง 2 เรื่อง คือ

              1. สถานที่ปฏิบัติงาน ควรเป็นที่ห่างไกลความเจริญที่ไม่มีทันตแพทย์ หรือมีทันตแพทย์ไม่เพียง พอ และควร
ให้โอกาสผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาสก่อน ทั้งนี้ท่านคงหมายถึงความเสมอภาค คนจน คนรวย ควรได้รับการดูแลเท่าเทียมกัน และทรงรับสั่งฝากว่า เวลาจะออกหน่วยฯ ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือสาธารณสุขจังหวัดได้ทราบ เพื่อแจ้งให้ราษฎรที่มีปัญหาได้ทราบ จะได้เข้ามารับการ รักษา ซึ่งหมายถึงการคุ้มทุน มีทันตแพทย์ไปให้บริการครั้งละหลายคนแต่มีราษฎรมารับการรักษาเพียงไม่ กี่คน ทำให้เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้งเมื่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมารับทราบว่าราษฎรของเขามีปัญหา มี ความต้องการ เมื่อเห็นเป็นสิ่งที่ดีจะได้ปฏิบัติตาม หน่วยทันตกรรมพระราชทานเหมือนเป็น Pilot Project ให้

              2. เมื่อออกหน่วยฯอย่าได้ไปรบกวนเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาต้อนรับเลี้ยงดู
เพราะเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติมากอยู่แล้ว ให้อาสาสมัครหารับประทานเอง ฉะนั้นเวลาออกหน่วยจึงขอเป็นอาหารกล่องเป็นส่วนใหญ่ การออกหน่วยฯ ขณะนี้เน้นภาคตะวันออกเฉียง เหนือ เพราะราษฎรมีจำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนทันตแพทย์ การออกปฏิบัติงานทันตแพทย์ส่วนหนึ่ง ต้องออกปฏิบัติงานตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปจัดเตรียมเครื่องมือ เพื่อทันตแพทย์ส่วนใหญ่จะเริ่มปฏิบัติงานประมาณ 8.30 น. จนถึงประมาณ 5-6 โมงเย็น การปฏิบัติงานเครื่องมือต้องมีเป็นจำนวนมาก เรื่องความสะอาดเป็นสิ่ง สำคัญอย่างยิ่ง เครื่องมือทุกชิ้นต้องปราศจากเชื้อ ฉะนั้นในเรื่องนี้ต้องมีทันตแพทย์ และเจ้าหน้าที่ควบคุมเป็น พิเศษ ก่อนกลับเข้าที่พักแทบทุกวันอาสาสมัครจะได้มีโอกาสทัศนศึกษา หรือกราบนมัสการพระเกจิอาจารย์ ทั้งหลาย

          โครงการทันตกรรมพระราชทานที่กล่าวมาแล้ว เป็นเพียงโครงการในพระราชดำริโครงการหนึ่ง ยังมีโครงการใน
พระราชดำริอีก 3 โครงการ คือ
              1. โครงการตามเสด็จ เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยี่ยม ราษฎรในท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ
จะมีทันตแพทย์ตามเสด็จ ถ้าพบราษฎรมีปัญหา เกี่ยวกับฟันหรือสุขภาพในช่องปากจะได้ให้บริการได้ทันที
              2. โครงการทันตกรรมทางเรือ ได้พระราชทานเรือเวชพาหน์ ให้สภา กาชาดออกให้บริการทางการแพทย์และ
ทางทันตกรรม ดูแลราษฎรที่อาศัยอยู่ตาม สองฝั่งคลอง เนื่องจากการคมนาคมทางบกไม่สะดวก
              3. โครงการทันตกรรมหน้าวัง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ แปรพระราชฐานที่พระราชวัง -
ไกลกังวลหัวหิน พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ หรือ พระตำหนักภูพานราช นิเวศน์ จะมีรถทำฟันเคลื่อนที่ของกองทัพบก ให้บริการแก่ ราษฎรบริเวณหน้าพระราชวังที่ประทับแทบทุกวัน

           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ให้คณะทันตแพทยศาสตร์์จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย เป็นคณะแรกเมื่อ พ.ศ. 2513 ต่อมาได้พระราชทาน หน่วยทันตกรรมพระราชทานให้คณะทันตแพทยศาสตร์ อีก 6 คณะ

              คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดูแลราษฎรทางภาคเหนือตอนบน
             คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดูแลราษฎรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
             ณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดูแลราษฎรทางภาคใต้
             คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ดูแลราษฎรทางภาคเหนือตอนล่าง
             คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
                ดูแลราษฎรทางภาคกลาง


           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ทูลเกล้าฯ ถวาย
จำนวน 50 ล้านบาท จัดตั้งเป็นกองทุนทันตกรรมพระราชทานเฉลิมพระเกียรติฯ ให้ คณะทันตแพทยศาสตร์ทั้ง 8 สถาบัน เป็นค่าใช้จ่ายในการให้บริการ และใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ทาง ทันตแพทย์ เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีสุขภาพในช่องปากดี ในการบริหารกองทุนจะมีคณบดีทุกคณะเป็น กรรมการ ซึ่งจะมีการประชุมกันเป็นประจำ เพื่ออนุมัติโครงการต่างๆ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนม พรรษา 72 พรรษา ได้จัดทำหนังสือเรื่อง "ในหลวง กับงาน ทันตกรรม" ทูลเกล้าฯ ถวาย เนื่องในวโรกาสอันสำคัญนี้ ในวาระมหามงคลครบ 100 ปี ในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หน่วยทันตกรรมพระราชทาน ของทุกคณะได้ให้บริการใส่ฟันผู้สูงอายุและจัดทำหนังสือ "เพื่อรอยยิ้มใส....วัยสูงอายุ" เพื่อเผยแพร่แก่หน่วยงาน และ ประชาชนทั่วไป เมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา ในวาระมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา กองทุนทันตกรรมพระราชทานฯ คณะทันตแพทย์ทั้ง 8 คณะ และ กรมอนามัยได้จัดประชุมวิชาการ และจัดทำหนังสือ "ช่วยลูกรักฟันดี" ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระองค์ท่าน


           เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมี พระชนมายุครบ 48 พรรษา และโดยที่พระองค์ท่าน
ทรงสนพระทัย เกี่ยวกับเด็กเล็กเป็นพิเศษ ทางกองทุนทันตกรรมพระราชทาน ร่วมด้วย คณะทันตแพทยศาสตร์ทั้ง 8 คณะ จัดทำหนังสือเรื่อง "ลูกรักฟันสวย" ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระองค์ท่าน เพื่อพระราชทานแก่โรงเรียนต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร เพื่อใช้ประโยชน์


           ทุกครั้งที่ทันตแพทย์อาสาสมัคร มีโอกาสเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านจะ ทรงพระเมตตา
พระราชทานพระบรมราโชวาท คำแนะนำ และความห่วงใยเสมอมา ดิฉันใคร่ขออัญเชิญ คำแนะนำ คำสั่งสอนเหล่านั้นมาเล่าให้ฟังบางเรื่อง

              1. ทรงสอนเรื่องการรักษาแบบองค์รวม ก่อนที่เราท่านทั้งหลายที่อยู่ด้านการแพทย์จะเข้าใจ คือ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนว่า เวลาออกหน่วยฯ อย่าดูแต่เรื่องฟันอย่าง เดียว ให้ดูเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น สังเกต ขาเจ็บ ตาบวม เจ็บคอ ฯลฯ เพราะทันตแพทย์ก็เป็นแพทย์เหมือนกัน เรียนมาเหมือนกัน ถ้ารักษาได้ก็ควรให้การรักษา ถ้ารักษาไม่ได้ควรให้คำแนะนำส่งต่อไปรักษา ราษฎรจะได้ รับการดูแลแต่เนิ่นๆ และต้องซักถามทุกข์สุข เรื่องการทำมาหากิน ถนนหนทาง น้ำท่า เพราะถ้าน้ำไม่มีจะให้ แปรงฟันวันละ 2 ครั้งได้อย่างไร ถนนไม่ดีจะให้มาพบหมอปีละ 2 ครั้งได้อย่างไร ปัจจุบันนี้เราเน้นเรื่องการ รักษาแบบ Holistic care คือ ไม่รักษาเฉพาะกายอย่างเดียว ต้องดูถึง จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และจิตวิญญาณด้วย

              2. ทรงพระราชทานคำแนะนำว่า การศึกษาและการวิจัยเป็นเรื่องสำคัญ ทันตแพทย์ควรมี หลากหลาย ไม่ใช่สนใจรักษาแต่อย่างเดียว แต่ต้องสนใจงานวิจัย รวมทั้งงานประดิษฐ์คิดค้นวัสดุอุปกรณ์ ต่างๆ ด้วยเหตุนี้เมื่อหลายปีที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ให้ฉายเพื่อหารายได้มาสมทบกับงบประมาณแผ่นดิน สร้างตึกในคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และพระราชทานนามว่า "ตึกทันตรักษ์วิจัย" เสด็จฯ วางศิลาฤกษ์ และเปิดตึกด้วยพระองค์ เอง พร้อมกับมีพระราชดำรัสว่าการวิจัยเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อทันตแพทย์กรมอนามัยต้องการทำการวิจัยในการทดลองเติมฟลูออไรด์ในนม พระองค์ท่าน ทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้โรงนมสวนจิตรลดาเป็นแหล่งทดลอง

              3. ทางด้านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานทุน "มูลนิธิอานันทมหิดล ให้แผนก -
ทันตแพทยศาสตร์" เมื่อ พ.ศ. 2535 เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทำพระทนต์ ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณบดีและคณะกรรมการในองค์กรผู้บริหารคณะ ทันตแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยได้มีโอกาสเฝ้าฯ ด้วยในวันนั้น เมื่อพระองค์ท่านได้ทรงทราบว่าแผนก ทันตแพทยศาสตร์ยังไม่เคยได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล เหมือนแผนกอื่นๆ พระองค์ท่านทรงมี พระราชดำรัสว่า "ทันตแพทย์มีความสำคัญ มีประโยชน์ต่อสังคมควรได้รับทุน” และทรงกำชับว่า “เวลา คัดเลือกอย่าเลือกแต่คนเก่งอย่างเดียว คัดเลือกคนดีด้วย" บัดนี้ ทันตแพทย์ได้รับพระราชทานทุนไปเรียนต่อ ในระดับปริญญาเอกรวม 14 คน นักเรียนทุนทุกคนก่อนที่จะไปต้องเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายบังคมลา และเวลาจบ การศึกษาต้องเข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลรายงานผลการศึกษาทุกคน มีเรื่องเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับนักเรียนทุน อานันทมหิดล วันหนึ่งได้พานักเรียนทุนอานันทมหิดล เฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อกราบบังคมทูลรายงานผลการศึกษา พระองค์ ท่านรับสั่งถามว่า "ไปเรียนอะไรมา กลับมาจะทำอะไร" นักเรียนทุนผู้นั้นกราบบังคมทูลตอบว่า "ไปเรียนทาง ด้าน Material Science อยากจะทำวัสดุอุดฟัน Composite ขึ้นใช้เองภายในประเทศไทย เพราะเป็นที่ นิยมกันมากแต่มีราคาแพง ถ้าทำได้จะถูกกว่าต่างประเทศเป็นอันมาก" สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งว่า "ดีแล้วทำขึ้นใช้เอง ถ้าทดลองแล้วไม่รู้จะ ทดลองกับใคร ให้มาทดลองกับฉันก็ได้" จะเห็นว่าพระองค์ท่านทรงสนพระทัย ทรงยอมทุกอย่าง ทรงอยาก เห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อคนไทยรู้จักที่จะพึ่งพาตนเอง บัดนี้นักเรียนทุนผู้นั้นได้คิดค้นวัสดุอุดฟัน ขึ้นใช้เอง ซึ่งมีคุณสมบัติทัดเทียมต่างประเทศ มีราคาถูก จึงอยากให้กระทรวงสาธารณสุขให้การสนับสนุนใน การใช้วัสดุนี้ด้วย


           รางวัลสิ่งประดิษฐ์ การออกหน่วยทันตกรรมพระราชทานในสมัยแรกๆ จะให้บริการเฉพาะถอนฟันและให้ความรู้
เท่านั้น ต่อมาภายหลังมีผู้นำเครื่องกรอฟันสนามขององค์การอนามัยโลก (WHO) มา น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ในหน่วยทันตกรรมพระราชทาน แต่ออกใช้งานได้ ไม่กี่ครั้งเครื่องก็ไม่ทำงาน อาจเป็นเพราะความไม่เหมาะสมด้านการเคลื่อนย้าย และสภาพแวดล้อม จึงได้ นำความกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัสตอบว่า "เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมไม่ คิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ขึ้นเองให้เหมาะกับสภาพบ้านเมืองของเรา" ในที่สุดทันตแพทย์ในหน่วยฯ ได้ร่วมกัน ประดิษฐ์ คิดค้น ศึกษาวิจัย ทดลอง จนสามารถคิดค้นเก้าอี้ทำฟัน อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้การออกหน่วยแทบทุก ชนิดขึ้นใช้เอง มีน้ำหนักเบา ขนย้ายได้สะดวก มีราคาถูก เหมาะกับสภาพบ้านเมืองไทย และเมื่อทำใช้สำเร็จ ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสว่า "ทำได้เช่นนี้ ควรนำไปประกวดสิ่งประดิษฐ์ที่สภาวิจัยแห่งชาติ ถ้าได้รับรางวัลจะได้ไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มีสภาพ บ้านเมืองคล้ายกับเรา" เมื่อนำไปประกวดตามที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานคำแนะนำและได้รับรางวัล สิ่งประดิษฐ์ จึงได้นำรางวัลและเกียรติบัตรทูลเกล้าฯ ถวาย พระองค์ท่านทรงเก็บเอาไว้แต่ใบเกียรติบัตร แล้วพระราชทานรางวัลกลับคืนมา พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระราชหฤทัยที่ทันตแพทย์รู้จัก ที่จะพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้า และผลิตเพื่อการส่งออก


           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัส เล่าถึง คนแก่ที่จังหวัดขอนแก่น ที่ทรงพระราชทานคำแนะนำให้
ไปใส่ฟันและ พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการใส่ฟัน เพื่อทดแทนฟันที่ หายไปว่า "เวลาไม่มีฟัน กินอะไรไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง" เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2546 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรถใส่ฟัน เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นรถใส่ฟันเคลื่อนที่คันแรกในประเทศไทย ให้หน่วยทันตกรรมฯ ไปใช้ บัดนี้รถทำฟันเคลื่อนที่ คันนี้ได้ให้บริการการใส่ฟันแก่ราษฎรผู้ยากไร้และด้อยโอกาสได้มีฟันไว้ใช้บดเคี้ยวอาหารเพื่อร่างกายแข็งแรง มาหลายครั้งแล้ว


           เมื่อครั้งที่วิชาชีพทันตแพทย์มีอายุครบ 50 ปี คณะกรรมการได้จัดสร้างพระประจำวิชาชีพทันตแพทย์ พระบาท -
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานส่วนพระทนต์ แบบหล่อพระทนต์ ผงจิตรลดา และพระปรมาภิไธย ย่อ ภปร. มาประดิษฐาน และเป็นมวลสาร ในองค์พระพุทธชินสีห์ ภปร. ที่จัดสร้างขึ้น และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ มาทรงเททองด้วย พระองค์เอง โดยมีสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ภาพนี้เป็นภาพหลอดยาสีฟัน หรือหลอดยาสีพระทนต์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ดิฉันนำมาเล่าเพื่อให้เห็นถึงพระราชจริยวัตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงประหยัด วันหนึ่งหลังจากรักษา พระทนต์ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการประหยัด ดิฉันได้กราบบังคมทูลถึงนิสิตนักศึกษา ว่าเดี๋ยวนี้ไม่ ประหยัด ชอบใช้ของ Brand name ไม่มีเงินซื้อก็เช่ามาใช้ ไม่เหมือนสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ท่านทรงถือกระเป๋าราคาถูก ใช้ของถูกๆ ไม่ต้องมียี่ห้อ และกราบบังคมทูลว่าเคยเห็นหลอดยาสีพระทนต์ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ท่านทรงใช้จนหมดหลอดแบนราบ พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสว่าของพระองค์ท่านก็มี และทรงเล่าว่า "วันหนึ่งมหาดเล็ก ห้องสรงนึกว่ายาสีฟันหมดแล้วนำไปทิ้งและนำหลอดใหม่มาถวาย ท่านทรงเรียกให้เอามาคืน และยังทรงใช้ต่อ ได้อีก 5 วัน" ดิฉันจึงขอพระราชทานมาให้ลูกศิษย์ และคณาจารย์ และทันตแพทย์ได้ดูเป็นตัวอย่างแห่งความ ประหยัด


          คุณวิลาส มณีวัต ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพระอารมณ์ขันของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดิฉันมีเรื่องพระอารมณ์-
ขันที่รับทราบมาหลายเรื่อง แต่ขออัญเชิญมาเล่าเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับทันตแพทย์โดยตรง สัก 2 เรื่อง วันหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร และเสด็จทอดพระเนตรโรงงานเครื่องปั้นดินเผา พระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นกบเอามือกุมคางเหมือนปวดฟันจึงให้มหาดเล็กซื้อมา และเมื่อถึงที่ประทับ พระองค์ท่านได้มีวิทยุถึงทันตแพทย์ที่ตามเสด็จว่า "จะส่งคนไข้ไปให้รักษา" ทันตแพทย์ผู้นั้นก็รอด้วยใจระทึกว่าคนไข้จะเป็นใคร คงมีความสำคัญมาก ถึงขนาดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฝากฝังด้วยพระองค์เอง ในที่สุดก็ได้รับทราบว่าเป็นกบที่กำลังปวดฟันอยู่ พระอารมณ์ขันอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อครั้งที่ทันตแพทย์อาสาสมัครในหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ได้เฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชวังไกลกังวล หลังจากออกปฏิบัติงานที่ตำบลป่าเด็ง อำเภอ หัวหิน ดิฉันได้กราบบังคมทูลว่า วันนี้ขณะออกหน่วยฯ มีเด็กชายอายุ 10 ขวบ มาถอนฟัน พอนั่งเก้าอี้ทำฟัน เขาพูดว่าหมออย่าทำเจ็บนะผมเป็นลูกกำนันนะ พระองค์ท่านมีพระราชกระแสรับสั่งถามว่า "แล้วทำเขาเจ็บ หรือเปล่า" ต่อมาท่านมีพระราชกระแสรับสั่งเรื่องอื่นๆ ไปอีกนาน จนในที่สุดท่านมีพระราชดำรัสว่า "นานแล้ว คุณหมอผู้ถวายการรักษาได้มารักษาคลองรากฟัน ทำแล้วท่านยังทรงปวดอยู่” แต่หมอท่านนั้นก็ยืนยันว่า เอาพระประสาทออกหมดแล้วไม่น่าจะทรงปวด ในที่สุดก็แยงไปแยงมาดึงประสาทเส้นหนึ่งขึ้นมา พระองค์ท่านทรงทำพระหัตถ์ประกอบ และมีพระราชดำรัสว่า "ความจริงเราเจ็บมากนะ แต่เราไม่กล้าร้อง ไม่กล้าพูด เพราะเราไม่ใช่ลูกกำนัน" ทำให้ทันตแพทย์ที่เฝ้าฯ ทุกคนต้องหัวเราะ และรับทราบถึงพระอารมณ์ ขันของพระองค์ท่าน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐ ผู้บริสุทธิ์ ปราศจาก อคติ เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา มากล้นด้วยความห่วงใยต่อวิชาชีพ ประชาชน และประเทศชาติ สมควรที่เรา ทั้งหลายจะน้อมนำพระราชจริยวัตรอันงดงามมาปฏิบัติตามรอยพระยุคลบาท เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ต่อสังคม และต่อประเทศชาติในที่สุด

ศ.(พิเศษ) ทญ. ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช
มีนาคม 2548                         

พระมหากรุณาธิคุณด้านการศึกษา และการวิจัยทางทันตแพทยศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระเมตตาธิคุณพระราชทานบรมราชานุเคราะห์สนับสนุนกิจการด้านทันต - สาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าสี่สิบปี ดังจะเห็นได้จากการดำเนินงานของ “หน่วยทันตกรรมพระราชทาน” ที่ทรงริเริ่มจัดตั้ง ทรงวางแผนและติดตามผลการดำเนินงานด้วยพระองค์เอง ด้วยทรงเล็งเห็นความสำคัญของงานทันตสุขภาพว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานเบื้องต้นของการมีสุขภาพที่ดี โดยทรงพระราชทานพระราชดำริและข้อแนะนำแก่ทันตแพทย์ที่ถวายการรักษาเสมอมา ไม่เพียงแต่งานด้านทันตบริการเท่านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางทันตแพทยศาสตร์ การพัฒนาด้านวิชาการ และทรงมีพระบรมราชูปถัมภ์แก่งานอันเกี่ยวเนื่องกับกิจการทันตกรรมด้วย

การศึกษาและการวิจัยทางทันตแพทยศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานคำแนะนำอันทรงคุณ ประโยชน์ยิ่งต่อวิชาชีพทันตแพทย์ว่า “การศึกษาและการวิจัยเป็นเรื่องสำคัญ ทันตแพทย์ควรมีหลากหลาย ไม่ใช่สนใจรักษาแต่อย่างเดียว แต่ต้องสนใจงานวิจัย รวมทั้งงานประดิษฐ์คิดค้นวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ” ด้วยทรงพระปรีชาสามารถรอบรู้ในงานทันตกรรมและวิชาชีพทันตแพทย์ ประกอบกับทรงมีพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการวิจัยพัฒนา เพราะการวิจัยพัฒนานั้นเป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งองค์ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันดูแลรักษาสุขภาพช่องปาก จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปัจจุบัน) จัดฉายภาพยนต์ส่วนพระองค์ เพื่อรวบรวมรายได้จากผู้มีจิตศรัทธาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบกับงบประมาณแผ่นดิน สร้างอาคารเรียนปฏิบัติการคลินิกและการวิจัยทางทันตแพทยศาสตร์ พร้อมพระราชทานนามอาคารว่า “ตึกทันตรักษ์วิจัย” และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประดิษฐานอักษรพระปรมาภิไธย “ภ.ป.ร.” ที่หน้าตึก เพื่อเป็นสิริมงคลต่อการศึกษาวิจัยทางทันตแพทยศาสตร์

ส่วนด้านการประดิษฐ์คิดค้นวัสดุอุปกรณ์ทางทันตกรรมนั้น ทรงพระราชทานข้อแนะนำเน้นย้ำเรื่องการพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยการผลิตวัสดุ อุปกรณ์ ขึ้นใช้เองแก่ผู้เกี่ยวข้องอยู่เสมอ เช่นกรณีเมื่อครั้งมีผู้นำเครื่องกรอฟันสนามขององค์การอนามัยโลกมาน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเพื่อใช้ในหน่วยทันตกรรมพระราชทาน แต่เมื่อนำไปใช้เพียงไม่กี่ครั้งเครื่องก็หยุดทำงาน ทรงพระราชทานข้อแนะนำว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมไม่คิดค้นเครื่องมือเครื่องใช้ขึ้นเองให้เหมาะสมกับสภาพบ้านเมืองของเรา” จากพระราช-กระแสดังกล่าวนำไปสู่การศึกษาค้นคว้าวิจัยสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงานของหน่วยทันตกรรมพระราชทานจนประสบผลสำเร็จได้ชุดอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการลักษณะการใช้งาน

สำหรับด้านการพัฒนาวิชาการทันตแพทยศาสตร์ศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานทุนการศึกษา “มูลนิธิอานันทมหิดล แผนกทันตแพทยศาสตร์” เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงรับการถวายรักษาพระทนต์ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา เพราะทรงตระหนักว่าทันตแพทย์เป็นสาขาวิชาชีพที่สำคัญสาขาหนึ่ง

นอกจากพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานแก่วิชาชีพทันตแพทย์ตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดตั้งมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้นในหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยพัฒนาด้านทันตกรรม โดยนำผลที่ได้จากการวิจัยพัฒนาไปประยุกต์ใช้ในการบริการรักษาและส่งเสริมอนามัยช่องปาก ให้กับประชาชนได้อย่างเหมาะสม ทั้งต่อสภาวการณ์ของโรคและลักษณะกายภาพของประชากร จึงนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอีกวาระหนึ่งของงานทันตสาธารณสุขไทย ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงเอื้ออาทรต่อพสก-นิกร มุ่งหวังที่จะให้ราษฎรทุกหมู่เหล่ามีความเป็นอยู่ที่ดี ดังพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

 
ค้นคว้า   •   ปฏิบัติ   •   พัฒนา
สถิติผู้เข้าชมทั้งหมด