งานวิจัยพัฒนานวัตกรรม
โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์การออกแบบและผลิตรากเทียมสำหรับอวัยวะเทียมบริเวณใบหน้า



 

          งานศัลยกรรมแก้ไขความพิการของกระดูกขากรรไกรใบหน้าและกะโหลกศีรษะ (Craniofacial Maxillofacial Surgery) การผ่าตัดรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางใบหน้าตั้งแต่กำเนิด เช่น ผู้ป่วยที่ไม่มีใบหู ผู้ป่วยที่ไม่มีเบ้าตา หรือผู้ป่วยหลังผ่าตัดเนื้องอกหรือมะเร็ง รวมทั้งการบาดเจ็บชนิดต่างๆ และผู้ป่วยที่พิการจากอุบัติเหตุ ผู้ป่วยเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความพิการให้มีรูปร่างและการใช้งานที่เหมือนกับอวัยวะเดิมมากที่สุด เพื่อส่งเสริมให้เกิดความมั่นใจ การเคารพตนเอง เป็นที่ยอมรับในสังคม และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติมากขึ้น แต่เนื่องจากในการผ่าตัดและการบำบัดดังกล่าว มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งสาเหตุหลักมาจากราคาของวัสดุและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ





          เนื่องจากการบูรณะและฟื้นฟูใบหน้าตลอดจนอวัยวะที่เกี่ยวข้องเดิมจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ทั้งนี้ในการบูรณะอวัยวะเทียม เช่น ตา จมูก หรือหูจะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ  400,000 -600,000 บาท ต่อ 1 ราย ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจะเป็นค่ารากเทียมที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง จึงได้ร่วมมือดำเนินการวิจัยและพัฒนารากเทียมขึ้นเองภายในประเทศ โดยให้มีคุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าได้ประมาณ 5-10 เท่า

          ปัจจุบัน การนำความรู้ในเชิงวิศวกรรมและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในงานทางการแพทย์และทันต กรรมนั้นได้รับความสนใจอย่างสูงในหลายๆ ประเทศ ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติซึ่งมีความรู้ความสามารถไม่ด้อยไปกว่าแพทย์ในต่างประเทศ หากแต่วัสดุฝังใน (Implant) ที่ใช้งานในปัจจุบันล้วนแต่นำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งสิ้น ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก ประกอบกับวัสดุฝังในเหล่านั้นถูกออกแบบโดยอาศัยขนาดและรูปร่างของคนยุโรปและอเมริกันเป็นหลัก ซึ่งยังไม่เหมาะสมกับขนาดและรูปร่างของประชากรไทยที่มีขนาดเล็กกว่าซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากในการผ่าตัดรักษาและได้ผลการรักษาที่ไม่ดีนัก 

          โดยปกติแล้วผู้ที่มีความพิการทางใบหน้าจะได้รับความทุกข์ทรมานทั้งในแง่ของคุณภาพชีวิตและด้านสังคม พบได้บ่อยว่าผู้ป่วยดังกล่าวมักจะท้อแท้และมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง จึงเห็นความสำคัญในการเข้าไปบูรณะและฟื้นฟูอวัยวะและใบหน้าแก่ผู้ป่วย ผู้พิการบริเวณใบหน้าแต่กำเนิด รวมถึงทหาร ตำรวจ และประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บและสูญเสียใบหน้าจากปัญหาความไม่สงบหรือสถานการณ์ในประเทศ ที่ได้รับความพิการทางอวัยวะบนใบหน้าให้ได้รับการรักษาอวัยวะบนใบหน้าให้เป็นปกติมากที่สุด และเพิ่มคุณภาพชีวิตและสังคม

วัตถุประสงค์ของโครงการ
    1. เพื่อวิจัยและพัฒนาวัสดุฝังในสำหรับยึดอวัยวะเทียมบริเวณใบหน้าที่ได้มาตรฐานนานาชาติการผลิตเครื่องมือแพทย์ (ISO13485, MDD93/42/EEC) และพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 มีความปลอดภัยและนำไปใช้จริงได้ 
    2. เพื่อบูรณะฟื้นฟูบริเวณใบหน้าในผู้ป่วยอาสาสมัคร โดยใช้การยึดติดอวัยวะเทียมกับวัสดุฝังใน
    3. เพื่อพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ตลอดจนการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเรื่องของการพึ่งพาตนเองมาใช้

การดำเนินงาน
          การดำเนินงานโครงการแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ การศึกษาทางกายวิภาคและกะโหลกศีรษะของประชากรไทยและชาวเอเชีย เพื่อเป็นข้อมูลในการออกแบบและกำหนดขนาดวัสดุฝังใน การทดสอบวัสดุฝังในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง และการนำไปทดสอบเชิงคลินิก โดยอาศัยทีมงานที่มีประสบการณ์ และความชำนาญในด้านต่างๆ ได้แก่
              1. การศึกษาทางกายวิภาคและกะโหลกศีรษะของประชากรไทยและชาวเอเชีย เพื่อเป็นข้อมูลในการออกแบบและกำหนดขนาดวัสดุฝังใน รับผิดชอบโดย มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง
              2. ด้านการทดสอบวัสดุฝังในระดับห้องปฏิบัติการและสัตว์ทดลอง รับผิดชอบโดย มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูงและศูนย์ Cardiac Electrophysiology Research and Training Center (CERT) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
              3. ด้านการทดสอบเชิงคลินิก โดย มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง โดยความร่วมมือกับคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 






วัสดุฝังใน หรือรากเทียมบริเวณกะโหลกศีรษะและใบหน้า 
(Craniofacial Implant)

          รากเทียมสำหรับยึดติดอวัยวะเทียม คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากโลหะ ไทเทเนียม เป็นหลักยึดที่กระดูกกะโหลกศีรษะและกระดูกใบหน้าของผู้ป่วยที่มีความวิกลรูป เพื่อยึดอวัยวะเทียม เช่น หู ตา หรือจมูก ให้ติดกับกระดูกใบหน้าและกะโหลกศีรษะได้อย่างมั่นคง ตัวรากเทียมและส่วนประกอบทั้งหมดทำจากไทเทเนียมบริสุทธิ์เกรด 4 (Commercially Pure Titanium grade IV) ตามมาตรฐาน ASTM เป็นเครื่องมือแพทย์แบบวัสดุฝังในระดับ IIb (ตามมาตรฐาน MDD 93/42/EEC) ที่มีความเสี่ยงระดับสูง ระบบรากเทียมในชุดจะประกอบด้วยชิ้นส่วนสำคัญทั้งหมด 7 ชิ้น ซึ่งเมื่อฝังรากเทียมเข้าไปยังบริเวณใบหน้าแล้วจะมีอุปกรณ์ที่ติดอยู่กับร่างกายจำนวน 3 ชิ้น ด้วยกัน คือ Ball screw, Abutment และ Fixture ส่วนอีก 4 ชิ้น เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในขั้นตอนการรักษา





การทดสอบทางกายภาพ เคมีและชีวภาพ
    1. การทดสอบทางกล ทดสอบหาความแข็งแรงของรอยต่อและการฝังตัวในกระดูก ตามมาตรฐาน ISO 14801 จำลองด้วยการฝังในเรซิน ซึ่งใช้เครื่องทดสอบเอนกประสงค์ทำมุม 30 องศา กับชุดรากเทียม ผลการทดสอบไม่แตกต่างจากระบบอื่นที่ใช้อยู่ในตลาดปัจจุบัน
    2. การทดสอบความเป็นพิษ (Cytotoxicity Test)   ผลการทดสอบ ไม่พบสิ่งที่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์กระดูก ในระยะเวลา 72 ชั่วโมง
    3. การทดสอบการระคายเคือง (Skin Irritation Test) ผลการทดสอบ ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ในระยะเวลา 72 ชั่วโมง
    4. การทดสอบการแพ้ (Skin Sensitization Test) ผลการทดสอบ ไม่ทำให้เกิดการแพ้แบบเกิดช้า (Delay
hypersensitivity) ต่อผิวหนัง ภายในเวลา 22 วัน

การทดสอบในสัตว์
          ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า รากเทียมมีการยึดติดกับกระดูก (Osseointegration) ของสัตว์ทดลอง และไม่พบปฏิกิริยาต่อต้านทางภูมิคุ้มกัน

การวิจัยเชิงคลินิก (Clinical Trial)
          ได้ร่วมมือกับคณะทันตแพทยศาสตร์ของ 3 สถาบัน คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำการวิจัยเชิงคลินิก ในอาสาสมัครชายหญิงจำนวน 20 ราย อายุระหว่าง 14 - 91 ปี ซึ่งมีความพิการบริเวณใบหูข้างขวา จำนวน 11 ราย และใบหูข้างซ้าย จำนวน 7 ราย บริเวณตาข้างขวา จำนวน 1 ราย และตาข้างซ้าย จำนวน 1 ราย ส่วนบริเวณจมูก ไม่มีอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยผ่าตัดขั้นที่ 1 เพื่อฝังรากเทียมไว้เป็นระยะเวลา 3 เดือน ก่อนผ่าตัดขั้นที่ 2 และใส่อวัยวะเทียมต่อไป และติดตามผลการรักษาอย่างน้อย 3 เดือน ผลการใช้งานพบว่า รากเทียมและอวัยวะเทียมยึดติดมั่นคงดี ไม่พบการอักเสบของเนื้อเยื่อ



ข้อดีของการใช้วัสดุฝังในสำหรับยึดอวัยวะเทียมบริเวณใบหน้า
    1. เพิ่มการยึดอยู่และเสถียรภาพของอวัยวะเทียม
    2. ลดการเกิดปฏิกิริยาของผิวหนังที่มีต่อสารยึดติด
    3. ใส่อวัยวะเทียมได้ง่ายและแม่นยำขึ้น
    4. รักษาความสะอาดได้ง่ายและผู้ป่วยรู้สึกสบาย
    5. ไม่ต้องใช้สารยึดติด และไม่ต้องถอดเข้าออกเพื่อทาสารยึดติดใหม่ทุกวัน
    6. เพิ่มอายุการใช้งานของอวัยวะเทียม
    7. เพิ่มความสวยงามของรอยต่อระหว่างอวัยวะเทียมและผิวหนังซึ่งจะให้ขอบที่บางกว่า และมีแรงกดของขอบอวัยวะเทียมลงบนเนื้อเยื่อรอบๆ

ผู้ได้รับประโยชน์/ผู้นำผลิตภัณฑ์ไปใช้
    1. ทันตแพทย์สาขาศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลและแพทย์ สามารถใช้วัสดุฝังในสำหรับอวัยวะเทียมบริเวณใบหน้าที่ได้มาตรสากล ที่พัฒนาและผลิตในประเทศได้ในราคาที่ต่ำกว่าการนำเข้า
    2. อาสาสมัคร/ผู้ป่วย วัสดุฝังในได้รับการออกแบบโดยอาศัยขนาดและรูปร่างของชาวไทยเป็นหลัก จึงเหมาะกับขนาดและรูปร่างของประชากรไทย
    3. โรงพยาบาล สามารถลดค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดและบำบัด เนื่องจากวัสดุฝังในสำหรับอวัยวะเทียมบริเวณใบหน้า หากผลิตขึ้นมาเองในประเทศไทยด้วยมาตรฐานที่ทัดเทียมกับสากลจะมีราคาต่ำกว่าหลายเท่า  
    4. โรงงานผลิตในภาคอุตสาหกรรม สามารถขอใช้สิทธิ์ในเทคโนโลยีการผลิตวัสดุฝังในสำหรับอวัยวะเทียมบริเวณใบหน้าเพื่อผลิตจำหน่ายภายในประเทศและ/หรือเพื่อส่งออกได้ เนื่องจากผลงานวิจัยและพัฒนามีมาตรฐานสามารถนำไปต่อยอดในส่วนของการผลิตที่มีมาตรฐานได้ต่อไป
    5. โรงเรียนทันตแพทย์ สามารถใช้วัสดุฝังในสำหรับอวัยวะเทียมบริเวณใบหน้าที่ผลิตและพัฒนาขึ้นในประเทศไปใช้ในการฝึกอบรมนักศึกษาทันตแพทย์ ผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในการใช้วัสดุฝังในสำหรับอวัยวะเทียมบริเวณใบหน้าที่ออกแบบให้เหมาะสมกับชาวไทยได้

 

โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมฟลูออไรด์วานิชป้องกันฟันผุ
ปัญหาทางทันตสาธารณสุขที่สำคัญประการหนึ่ง คือ โรคฟันผุ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการเจ็บปวดและการสูญเสียฟัน จากผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากระดับประเทศครั้งที่ 7 ในปี พ.ศ. 2555 ในเด็กกลุ่มอายุ 5 ปี พบโรคฟันผุสูงถึงร้อยละ 78.5 สำหรับเด็กอายุ 12 ปี พบโรคฟันผุร้อยละ 52.3 นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีฟันผุที่ยังไม่ได้รับการรักษาร้อยละ 51.4 ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันในอนาคต
โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสารผนึกหลุมร่องฟันชนิดเรซิน
โรคฟันผุเป็นโรคทางทันตสาธารณสุขที่เป็นสาเหตุหลักของอาการเจ็บปวดและการสูญเสียฟันจากผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากระดับประเทศครั้งที่ 7 ในปี พ.ศ. 2555 พบโรคฟันผุในเด็กกลุ่มอายุ 5 ปี สูงถึงร้อยละ 78.5 เด็กอายุ 12 ปี ร้อยละ 52.3 และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีฟันผุที่ยังไม่ได้รับการรักษาร้อยละ 51.4 ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันในอนาคต
โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจล สำหรับผู้ที่มีภาวะปากแห้งน้ำลายน้อย
ภาวะปากแห้งนั้น เกิดได้หลายสาเหตุ เริ่มจากการขาดนํ้า การสูญเสียนํ้าออกจากร่างกายมากเกินไป การหายใจทางปาก ความเครียด และการผลิตนํ้าลายที่น้อยลง ทั้งนี้การผลิตนํ้าลายที่น้อยลงอาจเกิดจากการรับประทานยา เช่นยากดประสาท ยาลดความดันโลหิต และที่พบบ่อยที่สุดคือผู้ป่วยที่ไดรั้บรังสีรักษาบริเวณใบหน้าและลำคอ
 
ค้นคว้า   •   ปฏิบัติ   •   พัฒนา
สถิติผู้เข้าชมทั้งหมด