งานวิจัยพัฒนานวัตกรรม
โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก


 

       มูลนิธิฯ มีแผนการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านทันตกรรมที่มีจุดเน้นที่จะให้บริการทางทันตกรรมสำหรับผู้สูงวัย (Geriatric Dentistry) ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และมีปัญหาสุขภาพช่องปากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะปัญหาโรคมะเร็งในช่องปาก ซึ่งมีความรุนแรงที่สุดในจำนวนปัญหาสุขภาพช่องปากรูปแบบอื่นๆ เพราะมีความทุกข์ทรมานในการดำรงชีวิตช่วงที่เป็นโรค และมีโอกาสเสียชีวิตสูงสุด 
       เมื่ออาจารย์ทันตแพทย์หญิง ดร.ดุลยพร ตราชูธรรม จากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอาจารย์ทันตแพทย์หญิง ดร.อรุณวรรณ หลำอุบล จากคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยทั้งสองท่านเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดลที่ได้รับพระราชทานทุนแผนกทันตแพทยศาสตร์ ในปี 2545 และ 2544 ตามลำดับ ได้ไปศึกษาต่อยังประเทศสหรัฐอเมริกาในสาขาเกี่ยวกับโรคมะเร็งในช่องปากและที่เกี่ยวข้อง เมื่อกลับมาในประเทศมีความสนใจที่จะวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากผลงานวิจัยและพัฒนาเดิม เพื่อช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งในช่องปากในประเทศไทย ซึ่งมีปริมาณผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและอยู่ในขอบเขตของทันตแพทย์ มูลนิธิฯ จึงได้ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จของโครงการพบว่ามีความเป็นไปได้และเป็นประโยชน์จึงเห็นควรสนับสนุน คณะกรรมการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงมีมติอนุมัติให้ดำเนิน “โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก” ขึ้น

แนวคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
       จากสถิติโรคมะเร็งล่าสุดขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอกว่า 12,000 รายต่อปีเสียชีวิตกว่า 5,000 รายต่อปี หรืออาจกล่าวได้ว่าในประชากรไทย 100,000 คน โดยเฉลี่ยจะพบผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ 16 คน เสียชีวิตถึง 7 คน และกว่า 60% ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการเป็นอัมพาตบริเวณใบหน้าและขากรรไกร ทำให้ไม่มีแรงเคี้ยวอาหาร ไม่น้อยกว่า 490,000 ราย ผู้ป่วยที่มีฟันหรือใส่ฟันปลอมแล้วไม่สามารถเคี้ยวอาหารแข็งได้ กว่า 300,000 ราย และผู้ป่วยในระหว่างการรักษาทันตกรรมที่มีปัญหาการบดเคี้ยวอีกกว่า 300,000 ราย รวมผู้ป่วยที่มีปัญหาการบดเคี้ยวอาหารและกลืนอาหารกว่า 1 ล้านราย อยู่ในภาวะทุพโภชนาการ ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ต้องพึ่งพาการให้อาหารทางสายยาง (Tube feeding) การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใหม่ ที่จะให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานทางปากได้ง่าย ถูกหลักโภชนาการ กลืนได้ มีรสชาติที่ผู้ป่วยชอบ และให้ความชุ่มชื้นในช่องปากจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และลดค่าใช้จ่ายในการพักฟื้นในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติมีสุขภาพจิตดีขึ้น 
 
   นวัตกรรมอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปากนี้เป็นอาหารรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยรับประทานทางปากได้ง่าย ถูกหลักโภชนาการ จึงช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย นอกจากนี้เมื่อพัฒนาต่อโดยเติมสารออกฤทธิ์กำจัดรอยโรคมะเร็งช่องปาก ที่มีผลข้างเคียงน้อยก็อาจช่วยบรรเทาอาการของโรค เนื่องจากอาหารลักษณะดังกล่าวยังไม่มีการผลิตทั้งในประเทศ และในโลกมาก่อนจึงถือเป็นนวัตกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ





กระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริหารโครงการ
       โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก มีการวิจัยและพัฒนาที่ดำเนินการขนานกันไป 2 โครงการย่อย คือ 

โครงการย่อยที่ 1 นวัตกรรมอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก
       - มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนวัตกรรมอาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งช่องปากสามารถรับประทานได้และส่ง เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการของผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก
        
โครงการย่อยที่ 2 นวัตกรรมอาหารต้านมะเร็งช่องปาก
       - มีวัตถุประสงค์ศึกษาวิจัยสารธรรมชาติซึ่งออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งช่องปากแบบจำเพาะโดยมีผลข้างเคียงน้อยต่อเซลล์เยื่อบุผิวปกติ และรวมองค์ความรู้เข้ากับโครงการย่อยที่ 1 เพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมอาหารเสริมต้านมะเร็งที่ให้ประโยชน์ต่อการรักษาโรคมะเร็งช่องปาก

ผลการดำเนินงาน
โครงการย่อยที่ 1 นวัตกรรมอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก 
              ปัจจุบัน โครงการย่อยที่ 1 ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และได้ผลสัมฤทธิ์เป็นนวัตกรรมอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ว่า “เจลลี่โภชนา (Nutri Jelly)” เป็นอาหารสำเร็จรูปรับประทานได้ทันที มีลักษณะกายภาพกึ่งแข็งกึ่งเหลว ทำให้เคี้ยวและกลืนได้ง่าย แม้จะไม่มีฟันหรือเจ็บปากเจ็บคอ ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่มีปัญหาการบดเคี้ยวและการกลืน สามารถรับประทานทางปากได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการให้อาหารทางสาย ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีองค์ประกอบเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรตประมาณ 50% โปรตีนประมาณ 20% และไขมันประมาณ 30% ซึ่งถือว่าเป็นไปตามปริมาณที่นักโภชนาการแนะนำ นอกจากนี้ กระบวนการผลิตยังผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP-FOOD,HACCP, HALAL และ ISO 22000 ซึ่งกว่าจะได้ “เจลลี่โภชนา” ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ดังนี้

การวิจัยสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ
       การวิจัยอาหารต้นแบบที่เหมาะสมกับผู้ป่วยมะเร็งที่มีปัญหาการบดเคี้ยวและการกลืน ปรับปรุงจนได้สูตรผลิตภัณฑ์เจลลี่โภชนาจำนวน 2 สูตร ซึ่งสามารถผลิตได้จริงในระดับอุตสาหกรรม ในปริมาตร 250 มิลลิลิตร ได้แก่ รสชานม และรสมะม่วง ให้พลังงานประมาณ 230 และ 260 กิโลแคลอรี ตามลำดับ

การทดสอบความพึงพอใจในผู้ป่วย
       ผลการทดสอบความพอใจต่ออาหารเจลลี่โภชนา รสมะม่วงและรสชานม ในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ 116 ราย พบว่าผู้ป่วย 95% สามารถรับประทานเจลลี่โภชนาได้ง่ายและในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ 120 รายพบว่า 78% มีความพึงพอใจต่ออาหารเจลลี่โภชนา ทั้งในแง่รสชาติ ความแข็งนุ่ม ความชุ่มชื้นที่ได้รับ ความสะดวกในการกลืน และทดสอบความสามารถในการรับประทานอาหารเจลลี่โภชนา ภายในหนึ่งครั้งในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ 86 ราย พบว่าผู้ป่วย 77% สามารถรับประทานได้มากกว่าครึ่งกล่องขึ้นไป

การปรับปรุงผลิตภัณฑ์  ผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบและขอการรับรองมาตรฐาน
       ดำเนินการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ตามผลทดสอบความพอใจ ปรับสูตรให้เหมาะกับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม และทดลองผลิตนำร่องขนาด 300 กิโลกรัม ในโรงงานนำร่องที่บริษัท SIG Combibloc จำกัด จังหวัดระยอง และการผลิตผลิตภัณฑ์ต้นแบบในระดับ 1.8-2.5 ตัน ที่บริษัทอำพลฟูดส์โพรเซสซิ่ง จำกัด จังหวัดนครปฐม
        ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และได้ขึ้นทะเบียนอาหารในภาชนะบรรจุปิดสนิท จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

การวิจัยทางคลินิกเพื่อศึกษาภาวะโภชนาการของผู้ป่วย
    ผลการศึกษานำร่อง สภาวะโภชนาการของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ โดยการศึกษาแบบย้อนกลับ (Retrospective study) เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยรวบรวมข้อมูลจากแฟ้มประวัติผู้ป่วย 11 ราย ซึ่งมารับรังสีรักษาแบบระยะยาว (50-70 Gy) พบว่า ภายใน 3 สัปดาห์ หลังรับรังสีผู้ป่วยจะน้ำหนักลดไปแล้วประมาณ 3-4 กก. โดยน้ำหนักที่ลดรุนแรง สัมพันธ์กับการอักเสบเป็นแผลในปาก (mucositis) ทำให้ผู้ป่วยเริ่มรับอาหารทางสายภายใน 1 ถึง 44 วัน (เฉลี่ย คือ 21 วัน) หลังรับรังสี
    ผลการประเมินประสิทธิผลของเจลลี่โภชนา ต่อสภาวะโภชนาการของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอจำนวน 68 ราย พบว่าผู้ที่รับประทานเจลลี่โภชนาต่อเนื่องมีน้ำหนักลดน้อยกว่าผู้ที่ไม่รับประทานเจลลี่โภชนา หรือรับประทานไม่ต่อเนื่อง นอกจากนี้การประเมินประสิทธิผลของเจลลี่โภชนาต่อคุณภาพชีวิต พบว่าผู้ป่วยที่ไม่รับประทานเจลลี่โภชนามีคุณภาพชีวิตแย่ลง ขณะที่ผู้ป่วยที่รับประทานเจลลี่โภชนามีคุณภาพชีวิตดีกว่าผู้ที่ไม่รับประทานอย่างมีนัยสำคัญ





การผลิตผลิตภัณฑ์สู่ผู้รับบริการ
       การผลิตได้จ้างบริษัท อำพลฟูดส์โพรเซสซิ่ง จำกัด ผลิตเจลลี่โภชนาทั้ง 2 รสๆ ละ 420,000 กล่อง รวมเป็น 840,000 กล่อง โดยให้แบ่งการผลิต 3 รอบ ได้แก่ เดือนตุลาคม 2554 เดือนตุลาคม และเดือนธันวาคม 2555 

การเผยแพร่สู่ผู้รับบริการ : โครงการอาหารพระราชทานสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก
       คณะกรรมการมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้อนุมัติ โครงการอาหารพระราชทานสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก เพื่อมอบผลิตภัณฑ์เจลลี่โภชนาแก่ผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอในสถานพยาบาล 10 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลมะเร็งในสังกัดกรมการแพทย์ 8 แห่ง คลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 
       โครงการได้มอบอาหารพระราชทานให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งและผู้ป่วยอื่นๆ ที่มีปัญหาการบดเคี้ยวและการกลืน และมีภาวะทุพโภชนาการ ได้แก่ ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยทันตกรรมที่สูญเสียฟัน มีแผลในปาก หรือได้รับการผ่าตัดอวัยวะในช่องปาก รวมทั้งสิ้น 12,109 ราย ข้อมูลจากแบบสอบถามจากผู้ป่วยจำนวน 1,815 ชุด พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่รับประทานวันละ 1-2 กล่อง และมีความชื่นชอบในรสชานมใกล้เคียงกับรสมะม่วง (รสชานม 54% รสมะม่วง 46%) โดยทั้งสองรสชาติ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจมากกว่า 80% ทั้งในแง่รสชาติ ความแข็งนุ่ม ความชุ่มชื้นและความยากง่ายในการกลืน




แนวทางการปรับปรุงโครงการในอนาคต
       พัฒนาผลิตภัณฑ์เจลลี่โภชนาให้มีรสชาติที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องไม่รู้สึกจำเจและเกิดความอยากอาหาร โดยอาจพัฒนารสชาติอื่นๆ เช่น รสข้าวมันไก่ ต้มยำ แกงมัสมั่น แกงส้ม เป็นต้น รวมถึงอาจพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลลี่โภชนาให้มีรสธรรมชาติ เช่น รสข้าว รสนม และพัฒนาซอสรสต่างๆ เพื่อรับประทานร่วมกับเจลลี่โภชนารสธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยสามารถเลือกรับประทานเองได้ ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการรับประทานอาหารทั่วไปของคนไทย นอกจากนี้การใช้งบประมาณและระยะเวลาในการวิจัยและพัฒนายังน้อยกว่าการสร้างเจลลี่โภชนาเป็นรสต่างๆ 
       ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ชนิดถ้วยแบบปลอดเชื้อ ซึ่งจะสะดวกในการประทาน
       ดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ป่วยในโครงการอาหารพระราชทานสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก และผู้ป่วยประสงค์ที่จะได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีความต้องการให้กระจายผลิตภัณฑ์ตามร้านค้าทั่วไปเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น





โครงการย่อยที่ 2 นวัตกรรมอาหารต้านมะเร็งช่องปาก
       การ set protocol การวิจัย เพาะเลี้ยงและเก็บเซลล์ได้ระเบียบวิธีวิจัย (protocol) การศึกษาวิจัยสารต้านมะเร็งในระดับเซลล์และเพาะเลี้ยงเซลล์จนได้จำนวนเซลล์ที่เหมาะสมต่อการทดสอบหาความเข้มข้นของสารต้านมะเร็งที่เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง 

การศึกษาผลของสารทำลายมะเร็งในระดับเซลล์
       ทดสอบสารทำลายมะเร็ง (phenylethyl isothiocyanate (PEITC)) ใน เซลล์มะเร็งช่องปาก 6 ชนิด โดยใช้ MTT cytotoxicity assay ปรากฏว่า สาร PEITC มีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งช่องปากในระดับที่ใกล้เคียงกับเซลล์มะเร็งชนิดอื่นจากผลงานวิจัยก่อนหน้า โดยเซลล์มะเร็งทั้ง 6 ชนิดตอบสนองต่อสาร PEITC ในระดับที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ผลทดสอบความเป็นพิษของสาร PEITC ต่อเซลล์มะเร็งช่องปากเปรียบเทียบกับเซลล์เยื่อบุช่องปากปกติ โดยใช้วิธีการทดสอบวัดจำนวนเซลล์ที่มีชีวิตรอดด้วย MTT cytotoxicity assay และวัดการตายของเซลล์ด้วย propidium iodide assay พบว่า สาร PEITC เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งช่องปากมากกว่าเซลล์เยื่อบุช่องปากปกติ หรือเรียกว่ามีความจำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง (selectivity)

การศึกษาผลของสารทำลายมะเร็งในระดับสัตว์ทดลอง
       คณะทำงานร่วมกับ Prof. Peng Huang และ Prof. Jeffrey N. Myers จาก The University of Texas, MD Anderson Cancer Center ออกแบบการทดสอบสาร PEITC ในการยับยั้งการเจริญของรอยโรคมะเร็งช่องปากในหนูทดลอง ซึ่งการทดสอบความปลอดภัยของ PEITC ด้วย dose สูงทางปาก พบว่าหนูทุกตัวมีชีวิตรอดและสุขภาพดี แสดงว่า PEITC มีความปลอดภัย 
    การทดสอบประสิทธิผลของ PEITC ที่มีต่อมะเร็งช่องปากในหนูทดลอง โดยใช้หนู nude mice ที่ทำให้เป็นมะเร็งช่องปาก โดยการฉีดเซลล์มะเร็งเข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งได้ผลความเข้มข้นที่เหมาะสมของ PEITC ที่สามารถยับยั้งการเติบโตของมะเร็งช่องปากทั้งแบบเฉพาะที่และทางระบบได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่เกิดผลข้างเคียงต่อเนื้อเยื่อปกติ และสามารถพัฒนาต่อโดยผสมกับเจลลี่โภชนาจากโครงการย่อยที่ 1





การศึกษาความเข้ากันได้ของสาร PEITC กับอาหารเจลลี่โภชนา 
       ทดลองผสม PEITC กับเจลลี่โภชนารสมะม่วง ด้วยปริมาณ PEITC ที่มีประสิทธิผลในการฆ่าเซลล์มะเร็งจากการทดสอบในหนู โดยแปลงความเข้มข้นสำหรับหนูทดลองให้เป็นความเข้มข้นสำหรับใช้ในคน และนำมาคำนวณความเข้มข้นที่เหมาะสมของสาร PEITC ในเจลลี่โภชนา ขนาดบรรจุ 200 กรัม จนได้เป็นสูตรต้นแบบอาหารต้านมะเร็งและเป็นสูตรต้นแบบสำหรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม 

การทดสอบกลไกการออกฤทธิ์ และการทดสอบการยอมรับในผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก
       ทดสอบผลของสภาวะอุณหภูมิต่างๆ ของกระบวนการผลิตและทำปราศจากเชื้อแบบยูเอชที ซึ่งจะใช้ในการผลิตจริง ต่อฤทธิ์ของ PEITC ในการฆ่าเซลล์มะเร็ง พบว่า PEITC ยังคงออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งได้เมื่อเปรียบเทียบกับ PEITC ที่อุณหภูมิห้อง
       ทดสอบการยอมรับในผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก ณ โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี และโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี ได้ผลความเข้มข้นของ PEITC ที่ผสมในเจลลี่โภชนาที่ผู้ป่วยมีความพึงพอใจมากกว่า 85% ทั้งในด้านกลิ่น รสชาติ การกลืน และความชอบโดยรวม สามารถใช้เป็นสูตรต้นแบบสำหรับผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ต่อไป
    
การทดสอบพิษ เภสัชจลนศาสตร์ การระคายเคืองและการก่อการแพ้ในสัตว์ทดลอง
    คณะทำงานร่วมกับฝ่ายงานบริการวิจัย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำการทดสอบต่างๆ ในสัตว์ทดลอง ได้แก่
              - การทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันของ PEITC ในหนู rat
              ทดสอบโดยให้หนูรับประทานสารทดสอบต่างๆ ได้แก่ เจลลี่โภชนา, เจลลี่โภชนาที่ผสม PEITC และ PEITC โดยใช้ความเข้มข้นที่สูง จากนั้นติดตามดูผลเป็นเวลา 14 วัน วัดผลโดยนับจำนวนหนูที่ตาย และเปรียบเทียบค่าความเข้มข้นของสารทดสอบที่ทำให้หนูตายไป 50% (เรียกความเข้มข้นนี้ว่าค่า LD50) พบว่า ตัวอย่างทดสอบ เจลลี่โภชนา  และเจลลี่โภชนาที่ผสม PEITC มีค่า LD50 มากกว่า 15,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จัดเป็นสารที่ค่อนข้างปลอดภัย เมื่อเทียบกับค่า LD50 ของ paracetamol (1,944 มิลลิกรัม/กิโลกรัม)

              - การทดสอบความเป็นพิษกึ่งเฉียบพลันของ PEITC ในหนู rat
              เมื่อให้หนูรับประทานเจลลี่โภชนาที่ผสมสาร PEITC ที่ระดับความเข้มข้นต่างๆ ต่อเนื่องเป็นเวลา 28 วัน โดยติดตามผลการรับประทาน เจาะเลือดเก็บปัสสาวะ ตรวจอวัยวะภายในและตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิสภาพ และติดตามอาการต่ออีก 14 วัน หลังหยุดรับประทาน ผลการทดลองพบว่าหนูมีความปลอดภัย ไม่มีการเสียชีวิต ไม่มีผลข้างเคียง ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางระบบ และไม่เป็นพิษต่ออวัยวะภายใน และเมื่อหลังหยุดรับประทาน PEITC ในเจลลี่โภชนาไปแล้ว ก็ไม่มีการเสียชีวิต ไม่มีพิษตกต้าง ยังคงเจริญเติบโตได้ตามปกติ และไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางระบบ

              - การทดสอบการระคายเคืองและการก่อการแพ้ของ PEITC ในกระต่าย
              เมื่อทาสาร PEITC ที่ความเข้มข้นต่างๆ ที่ผิวหนังกระต่าย จากนั้นสังเกตอาการแดง บวมของผิวหนัง ณ เวลาต่างๆ ผลการทดสอบทำให้ทราบความเข้มข้นของ PEITC ที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ต่อผิวหนัง สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตได้ต่อไป 

การผลิตต้นแบบและวิเคราะห์คุณสมบัติของเจลลี่โภชนาที่มี PEITC
       ดำเนินการผลิตต้นแบบอาหารต้านมะเร็ง ณ โรงงานแปรรูบต้นแบบอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยเป็นเจลลี่โภชนารสมะม่วง ผสมสาร PEITC โดยใช้องค์ความรู้จากการผลิตในระดับห้องปฏิบัติการ ทำปราศจากเชื้อด้วยระบบยูเอชทีและบรรจุแบบปลอดเชื้อในกล่องขนาด 200 กรัม พบว่าสามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้
       เมื่อนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบไปวิเคราะห์คุณสมบัติต่างๆ ได้แก่ การทดสอบการกระจายตัวของสาร PEITC ในเจลลี่โภชนา (Distribution test) การทดสอบการละลายของ PEITC ในน้ำลาย (Dissolution test) การซึมผ่านเนื้อเยื่อ (Diffusion test) และการวัดค่าความแข็ง (Hardness) โดยสุ่มตัวอย่าง จากรอบการผลิตต่างๆ ผลพบว่ามีการกระจายตัวของ PEITC ที่คงที่ ขณะที่การทดสอบการละลายเบื้องต้นพบว่า PEITC ในเจลลี่โภชนา สามารถละลายในน้ำลายได้ในปริมาณและความแข้มที่ไม่แตกต่างจาก PEITC บริสุทธิ์ และสามารถซึมผ่านเนื้อเยื่อจำลองลงไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ สำหรับค่าความแข็ง ก็พบว่ามีค่าใกล้เคียงกัน 
การทดสอบความปลอดภัยและเภสัชจลนศาสตร์ในคนสุขภาพดี
       คณะผู้วิจัยได้ทำการทดสอบในสัตว์ทดลอง ทั้งในด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลและได้ผลว่าเจลลี่โภชนาที่ผสมสาร PEITC มีความปลอดภัยที่สูง และมีประสิทธิผลที่ดี แต่เนื่องจากทางคณะผู้วิจัยต้องทำการทดสอบประสิทธิผลในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ จึงมีความจำเป็นต้องทดสอบความปลอดภัยและเภสัชจลนศาสตร์ของเจลลี่โภชนาที่ผสมสาร PEITC ในอาสาสมัครมนุษย์ที่มีสุขภาพแข็งแรงก่อนเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เมื่อทดสอบในมนุษย์
       ปัจจุบันการทดสอบความปลอดภัย (Safety test) อยู่ระหว่างดำเนินการทดสอบในอาสาสมัคร ณ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ (Pharmacokinetic study) อยู่ระหว่างดำเนินการ ณ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การทดสอบเภสัชจลนศาสตร์ และประสิทธิผลในผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก
       ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมแผนการดำเนินการทดสอบ โดยเบื้องต้นได้หารือกับทีมแพทย์จากโรงพยาบาลที่จะร่วมทดสอบ ได้แก่ โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี และโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานีแล้ว

 


 

โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมฟลูออไรด์วานิชป้องกันฟันผุ
ปัญหาทางทันตสาธารณสุขที่สำคัญประการหนึ่ง คือ โรคฟันผุ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการเจ็บปวดและการสูญเสียฟัน จากผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากระดับประเทศครั้งที่ 7 ในปี พ.ศ. 2555 ในเด็กกลุ่มอายุ 5 ปี พบโรคฟันผุสูงถึงร้อยละ 78.5 สำหรับเด็กอายุ 12 ปี พบโรคฟันผุร้อยละ 52.3 นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีฟันผุที่ยังไม่ได้รับการรักษาร้อยละ 51.4 ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันในอนาคต
โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสารผนึกหลุมร่องฟันชนิดเรซิน
โรคฟันผุเป็นโรคทางทันตสาธารณสุขที่เป็นสาเหตุหลักของอาการเจ็บปวดและการสูญเสียฟันจากผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากระดับประเทศครั้งที่ 7 ในปี พ.ศ. 2555 พบโรคฟันผุในเด็กกลุ่มอายุ 5 ปี สูงถึงร้อยละ 78.5 เด็กอายุ 12 ปี ร้อยละ 52.3 และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีฟันผุที่ยังไม่ได้รับการรักษาร้อยละ 51.4 ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันในอนาคต
โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจล สำหรับผู้ที่มีภาวะปากแห้งน้ำลายน้อย
ภาวะปากแห้งนั้น เกิดได้หลายสาเหตุ เริ่มจากการขาดนํ้า การสูญเสียนํ้าออกจากร่างกายมากเกินไป การหายใจทางปาก ความเครียด และการผลิตนํ้าลายที่น้อยลง ทั้งนี้การผลิตนํ้าลายที่น้อยลงอาจเกิดจากการรับประทานยา เช่นยากดประสาท ยาลดความดันโลหิต และที่พบบ่อยที่สุดคือผู้ป่วยที่ไดรั้บรังสีรักษาบริเวณใบหน้าและลำคอ
 
ค้นคว้า   •   ปฏิบัติ   •   พัฒนา
สถิติผู้เข้าชมทั้งหมด